Botox
“เทคนิคคืนความอ่อนเยาว์แก่ผิวหน้ายอดนิยมอันดับ 1 ของโลก”
ริ้วรอยทั้งหลายย่อมไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้ใด แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ริ้วรอยก็มักจะมาเยือน ปัจจุบันมีวิธีลดริ้วรอยอยู่มากมาย อาทิ บำรุงผิวด้วยเครื่องสำอาง หรือเวชสำอางที่อยู่ในรูปแบบของครีม โลชั่น หรือซีรั่ม
การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า คลื่นเสียง คลื่นวิทยุช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต นำอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิวหนังและนำของเสียที่คั่งค้างอยู่ออกจากบริเวณที่ได้รับการรักษาได้เร็วขึ้น การใช้เครื่องมือหรือสารเคมีช่วยในการผลัดเซลล์เก่าออกไปและกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ การใช้ลำแสงเลเซอร์ชนิดพิเศษหรือการใช้ลำแสงที่มีความเข้มข้นสูงที่เรียกว่า IPL (Intense Pulsed Light) หรือ FPL (Fluorescent Pulsed Light) ช่วยในการกระตุ้นให้มีการสร้าง
คอลลาเจนเพิ่มขึ้น
วิธีการที่กล่าวมาแล้วนี้ กว่าจะเห็นผลเป็นที่น่าพอใจ ต้องใจเย็นๆ นะคะ ริ้วรอยจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ หากใจร้อนต้องการดูสาวหรือหนุ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในยุคไฮเทคนี้ได้มีผู้คิดค้นพบและผลิตสารที่ช่วยในการเติมเต็มร่องรอยทั้งหลายได้ทันตาเห็น สารที่นิยมและปลอดภัยมากในขณะนี้ประกอบไปด้วย Hyaluronic acid ซึ่งปกติมีอยู่แล้วในผิวหนังของมนุษย์เรา หากมีริ้วรอย ผิวหนังหย่อนยานมาก การทำศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า ยังคงเป็นที่แพทย์แนะนำอยู่ จากการเก็บสถิติการรักษาลดริ้วรอยในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2547 นั้น พบว่าวิธีการลดริ้วรอยเสริมความงามโดยการผ่าตัดนั้น เริ่มเป็นที่นิยมลดน้อยลง แต่มีการเข้ารับการรักษาลดริ้วรอยโดยการฉีด Botulinum Toxin Type A หรือที่เรารู้จักกันว่าการฉีด Botox เพิ่มมากขึ้นทุกปี จนได้กลายเป็นเทคนิคเสริมความงามอันคืนความ อ่อนเยาว์ ยอดนิยมอันดับ 1 ของโลก ในขณะนี้แม้แต่ประเทศไทยเองก็เริ่มมีปริมาณผู้เข้ารับการฉีด Botox นี้มากขั้นทุกวัน

อะไรคือ Botulinum Toxin Type A
Botulinum Toxin Type A เป็นสารสกัดโปรตีนบริสุทธิ์จากแบคทีเรีย Clostridium Botulinum ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อทำให้ริ้วรอยจางไป ได้ผ่านการศึกษาวิจัยจนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์การแพทย์มากกว่า 1,800 ฉบับ และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกมานานกว่า 30 ปี โดยฉีดสารนี้เข้าเฉพาะที่ต้องการรักษา ไม่ต้องผ่าตัดทำศัลยกรรมให้เจ็บตัว และช่วยให้ผิวเต่งตึงได้สะดวกรวดเร็วภายใน 7-14 วัน สารนี้จะไม่เหลือตกค้างในร่างกายเลยประมาณ 3-5 เดือน ฤทธิ์ของสารนี้จะหมดไป อาจต้องกลับไปฉีดใหม่หากริ้วรอยเริ่มถามหาอีก

Botulinum toxin Type A ช่วยเสริมสร้างความงามและความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพรรณได้โดย
- ช่วยลดริ้วรอยต่างๆ บริเวณใบหน้า เช่น รอยตีนกา รอยย่น ระหว่างคิ้ว รอยย่นบน หน้าผาก รอยย่นบริเวณดั้งจมูก รอยบุ๋ม หรือรอยหยักบริเวณคาง ริ้วรอยรอบริมฝีปาก
- ช่วยปรับความโค้งของคิ้วในรูปแบบต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ ช่วยเสริมความกว้างให้กับดวงตา
- ช่วยแก้ปัญหาจมูกบาน และช่วยให้ใบหน้าเรียวเล็กลง ตลอดจนผิวหน้ายกกระชับตึงขึ้นได้
- ช่วยลดรอยย่นบริเวณลำคอ
- ช่วยให้น่องเรียวเล็กลงได้
 
เทคนิคการฉีดนั้นขึ้นอยู่ว่าจะรักษาอะไรและควรรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลออกมาจะได้ดูเป็นธรรมชาติค่ะ ปัจจุบันนี้ หากใช้การรักษาฉีดสารนี้ร่วมกับเลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจนหรือฉีดสารเติมเต็มที่ผิวหนัง จะได้ผลดีกว่าการใช้เลเซอร์หรือฉีดสารเติมเต็มเพียงอย่างเดียว สตรีตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรไม่ควรเข้ารับการฉีดสาร Botulinum toxin Type A นี้ค่ะ
ดังนั้นควรเลือกให้ดีก่อนตัดสินใจนะคะ หากคุณกำลังพิจารณาจะคืนความอ่อนเยาว์สู่ผิวของคุณ

แพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผิวหนังและความงาม

โรคภูมิแพ้

พฤษภาคม 2, 2008

Allergy
โรคภูมิแพ้ เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากคนทั่วไป…

กล่าวคือ ร่างกายของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แทนที่จะสร้างภูมิต้านทานโรค กลับไปสร้างภูมิชนิดที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้แทน ภูมิชนิดนี้ เรียกว่า ” IgE “ สารกระตุ้นที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้ “ ได้แก่ ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น เกสรดอกหญ้า ฝุ่น ซากแมลงสาบ และขนแมว ขนสุนัข เป็นต้น

โรคภูมิแพ้มีหลายชนิด ได้แก่
โรคภูมิแพ้ทางระบบทางเดินหายใจ มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง เช่น คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล โพรงจมูกอักเสบ หลอดลมบีบตัว มีอาการหอบหืด ส่วนอาการขั้นรุนแรงจะมีผลต่อการหายใจ ทำให้หลอดลม และกะบังลมหดเกร็ง แน่นหน้าอกมาก และอาจถึงตายได้

โรคภูมิแพ้ทางระบบทางเดินอาหาร เช่น แผลในปาก คันเพดานปาก กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะ มึนงง ปวดศีรษะเรื้อรัง หายใจไม่สะดวก ง่วงนอนอย่างหนัก หลังกินอาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้ แต่บางคนอาจมีอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น และหัวใจเต้นถี่แร

โรคภูมิแพ้ทางตา คือ ตาอักเสบ คันตามาก มีน้ำตาไหลตลอดเวลา อาจรู้สึกมีเสียงในหู ปวดหู หูอื้อ ทำให้การได้ยินเสียงเสียไป ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของหู

การรักษาโรคภูมิแพ้เบื้องต้นที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มโดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นแร่ธาตุซีเลเนียม, สังกะสี, กรดอะมิโน, วิตามินซี, และสารฟลาโวนอยด์ หากอาการต่างๆไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป 

Allergic
[โดย: พญ. วรัตดา ปลายเนตร สถาบันกุมารเวช สุขุมวิท]

ก่อนอื่นหมอต้องขอบอกก่อนว่า การที่เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขนั้น เราจะต้องเอาชนะเจ้าโรคภัยไข้เจ็บที่เข้ามาหาเราทั้งแบบชั่วคราวหรือถาวรให้ได้ซะก่อน และการแพ้ชนะนี่เองทำให้หมอขอนำเอาการแข่งขันกีฬาเข้ามาเป็นตัวเปรียบเทียบ เนื่องจากถ้าเป็นนักกีฬา ต้องคุ้นเคยกับคำว่า “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ซึ่งสามารถหาทางออกเพื่อแก้เกมกันได้ แต่ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้นี่นะซิ จะเอาชนะกันยังไงดี!!! เพราะในปัจจุบันอากาศเต็มไปด้วยมลพิษมากมาย และจากการสำรวจในประเทศไทยปี 2541 พบว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นโรคหอบหืดกันถึง 12-18 % และเกิดมีภาวะจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ 38-44 % ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจในปี 2533 แล้ว พบว่าตัวเลขเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นถึง 3-4 เท่าตัว
โอลิมปิกเกิดขึ้นมาเพื่อรวมความสามัคคีของมนุษย์ชาติ โรคภูมิแพ้เกิดขึ้นจากอะไร??? ใครตอบได้ยกมือขึ้น จากการค้นคว้าและทำวิจัยกันมาหลายปี พบว่าเจ้าโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเองไม่มีการติดต่อเพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคแต่มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์คือถ้าพ่อหรือแม่เป็น ลูกก็มีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากขึ้น และโรคนี้จะทำให้มีอาการเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) หรือได้รับสิ่งกระตุ้นอื่น เช่นเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นในช่วงอากาศเย็นๆ เวลาอากาศชื้นๆหรือฝนตก ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยได้แก่ไรฝุ่นที่มักพบในที่นอนที่เป็นนุ่น กากมะพร้าว พรม ขนสัตว์ (Fur) เกสรดอกไม้ (Pollen) หญ้าบางชนิดเช่นหญ้าแพรก หญ้าแห้วหมู ฟางข้าว แมลงสาบ เชื้อรา อาหารบางชนิดก็พบว่าทำให้เกิดการแพ้ได้ อาหารทะเล ไข่ นม ถั่ว นอกจากนี้แล้วยังมีสารละคายเคืองที่พบเป็นประจำอย่างฝุ่นละอองตามบ้าน ควันบุหรี่ ควันไฟ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ได้เหมือนกัน
เจ้าโรคภูมิแพ้นี้ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีความสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน และยังก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้ได้อีกมากมาย อาทิเช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรน เป็นต้น โดยเราสามารถจัดกลุ่มโรคภูมิแพ้ตามตำแหน่งที่แสดงอาการได้ดังต่อไปนี้

กลุ่มแรก กลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก ไอ แน่นหน้าอก หายใจติดขัด แบ่งเป็น
1. โรคจมูกอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)
2. โรคหอบหืด (Asthma)
กลุ่มที่ 2 กลุ่มอาการทางผิวหนัง และเยื่อบุต่างๆ ซึ่งมักทำให้เกิดผื่นคัน บวม แดง เช่น
1. โรคผื่นแพ้พันธุกรรม (Atopic Dermatitis) ทำให้มีผื่นคัน แห้ง แดง ตามบริเวณข้อพับ แขนขา หัวเข่าและ ข้อศอก
2. โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) ทำให้มีอาการตาแดง คันตา น้ำตาไหล
3. โรคผื่นแพ้จากการสัมผัส (Contact Dermatitis) ทำให้เกิดเป็นผื่นแดง คัน เกิดจากการแพ้สารต่างๆที่มาสัมผัสเช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง เป็นต้น
4. โรคลมพิษ (Urticaria) ทำให้ผื่นนูนคัน คล้ายตุ่มยุงกัด
กลุ่มที่ 3 กลุ่มอาการการแพ้ที่รุนแรง ที่เรียกว่าภาวะ Anaphylaxis ซึ่งทำให้มีอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัด
ความดันโลหิตต่ำ และทำให้เสียชีวิตได้ พบในคนที่แพ้อาหาร (Food Allergy) แพ้ยา (Drug Allergy) หรือแมลงและสัตว์ต่างๆกัดต่อย

การเป็นนักกีฬาที่ดีนั้นต้องรู้จักปฏิบัติตาม กฎ กติกา มารยาท เช่นเดียวกันกับการรักษาที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งของโรคภูมิแพ้คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ซึ่งสามารถทราบได้ว่าแพ้อะไรบ้าง จากการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Test) ซึ่งจะสามารถช่วยในการวินิจฉัยและหาสาเหตุของการแพ้ได้ และสำหรับการรักษาก็มีหลายวิธีที่ใช้ได้ผลดีในปัจจุบัน เช่น การใช้ยารับประทานหรือยาพ่นรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการฉีดยารักษาภูมิแพ้ (Allergy Shot/Immunotherapy)
และเพื่อให้ท่านสามารถที่จะดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข หากท่านมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้โดยตรง เพื่อขอรับคำแนะนำและคำปรึกษาถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
1. แน่นจมูกหรือมีน้ำมูกมากจนทำให้หายใจไม่สะดวก
2. เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง
3. รับประทานยาลดน้ำมูกแล้ว แต่ไม่ช่วยให้อาการแพ้ดีขึ้น
4. โรคภูมิแพ้/หอบหืดที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันหรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ
5. โรคหอบหืดที่มีอาการหายใจติดขัดหรือแน่นหน้าอกบ่อยๆ ไอหรือหายใจดังวิ๊ดๆบ่อยๆโดยเฉพาะเวลานอนหรือออกกำลังกาย
6. ได้รับการรักษาด้วยยาที่รักษาโรคหอบหืดแล้วแต่ยังมีอาการไอและแน่นหน้าอกบ่อยๆ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านคงเห็นด้วยกับหมอแล้วนะคะว่าโรคภูมิแพ้นั้นไม่ธรรมดาเลย การทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง ตลอดจนการใช้ยาอย่างเหมาะสม จะสามารถทำให้โรคภูมิแพ้ทุเลาลงหรืออาจหายได้ เพราะ…รู้ไว้ไม่ให้ “แพ้”…โรค “ภูมิแพ้”

โรคจมูกับเสบจากภูมิแพ้และโรคหืด
ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในด้านความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับพยาธิกำเนิดของโรคภูมิแพ้…

ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในด้านความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับพยาธิกำเนิดของโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะโรคจมูกอับเสบจากภูมิแพ้และโรคหืด เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มเชื่อว่าทั้งสองโรคนี้เป็นโรคเดียวกัน (one airway, one disease หรือ one linked/ united airway disease) และควรให้การรักษาไปพร้อมกันจึงจะได้ผลดี ดังนั้น นอกจากจะมียาใหม่เพิ่มขึ้น แนวความคิดในการใช้ยาบางชนิดเพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

โดยทั่วไปหลักในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ยังคงเหมือนเดิม คือ พยายามกำจัดหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ (avoidance and environmental control), การรักษาด้วยยา (pharmacotherapy), และการรักษาด้วยวัคซีน (allergen immunotherapy) แต่จะมีความก้าวหน้าในแต่ละด้านเท่าที่ทราบและมีใช้ในประเทศไทย ดังนี้

ในด้านการกำจัดหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และ environmental control ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญในการรักษา โรคภูมิแพ้ทุกชนิด และจำเป็นต้องเน้นเป็นอย่างแรก แต่ความก้าวหน้าในด้านนี้ยังมีไม่มาก เช่นมีการผลิตผ้าชนิดพิเศษใช้หุ้มหมอนและที่นอนเพื่อป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น ที่มีความนุ่มนวลคล้ายผ้าธรรมดามากขึ้น มีการผลิตเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรองสารก่อภูมิแพ้ในอากาศได้ดีขึ้น และมีความพยายามที่จะค้นหาสารเคมีที่สามารถทำลายไรฝุ่นได้ เป็นต้น

ในด้านของการรักษาด้วยยา ก็ได้มีการศึกษาค้นคว้าจนได้ยาต้านฮิสตะมีนรุ่นที่ 3 ซึ่งมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเป็น active metabolites ที่ออกฤทธิ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ตับ

จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมี interaction กับยาอื่น หรือจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ยาในกลุ่มนี้ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ได้แก่ Cetirizine, Fexofenadine และ Desloratadine ซึ่งต่างก็ออกฤทธิ์นาน 24 ชั่วโมง จึงกินเพียงวันละครั้งเดียวก็พอ

นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาที่พบว่า ยาต้านฮิสตะมีน โดยเฉพาะรุ่นใหม่ มีฤทธิ์ antiallergic ด้วย โดยเฉพาะฤทธิ์ลด expression ของ ICAM-1 ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการเกิด inflammation จึงทำให้มี แนวคิดใหม่ที่ว่า ควรจะใช้ยาต้านฮิสตะมีน ในลักษณะของ long-term use มากกว่าที่จะใช้ในลักษณะ “on demand” หรือ prn ดังเช่นที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะรายที่เป็นชนิด persistent หรือ เป็นตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ดี เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ยาต้านฮิสตะมีน มักจะไม่ค่อยได้ผลในการระงับอาการคัดแน่นจมูก ยกเว้นยา Desloratadine ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างศึกษาเพื่อยืนยันผลดีในข้อนี้ ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการคัดแน่นจมูก เป็นอาการสำคัญ หากใช้ยาต้านฮิสตะมีนแล้วไม่ได้ผล ก็อาจให้ยาอื่นร่วมด้วย เช่นยาหดหลอดเลือดชนิดกิน (oral decongestant), ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือยาต้าน leukotrienes เป็นต้น

สำหรับยาต้านฮิสตะมีนชนิดพ่นจมูก ที่มีใช้อยู่ขณะนี้มี 2 ชนิดได้แก่ Levocabastine และ Azelastine ข้อดีของการใช้ยาต้านฮิสตะมีนพ่นจมูก คือ ได้ความเข้มข้นของยาเฉพาะที่สูง และลด systemic side effects ลงได้ เมื่อเปรียบเทียบกับยาสเตียรอยด์พ่นจมูก พบว่ายาต้านฮิสตะมีน ชนิดพ่นจมูกออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า แต่ได้ผลในการลดอาการน้อยกว่า ถ้าใช้ระยะยาว
สำหรับยาสเตียรอยด์พ่นจมูกซึ่งมีใช้มานาน 28 ปี แล้ว ก็ได้มีการพัฒนาจนได้ชนิดใหม่ ที่บางคนเรียกว่า ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก รุ่นที่ 2 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบแรงกว่าเดิม ออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น และนานขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมีผลข้างเคียงต่างๆน้อยลง ยากลุ่มนี้ได้แก่ Fluticasone propionate, Triamcinolone acetonide และ Mometasone furoate. ซึ่งใช้พ่นวันละครั้งเดียว ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก มีฤทธิ์ครอบคลุมการเกิด allergic inflammation ได้ทุกขั้นตอน และระงับได้ทั้ง early และ late phase reaction จึงจัดว่าเป็นยาที่ใช้รักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ผลดีที่สุด โดยมีรายงานจากต่างประเทศหลายรายงานที่แนะนำให้ใช้ยานี้เป็น 1st line therapy ในผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง ทั้งชนิดที่เป็นตลอดทั้งปี และชนิดที่เป็นเฉพาะฤดู

ยาที่มีฤทธิ์ต้าน leukotrienes ซึ่งมีการศึกษาที่แสดงว่าได้ผลดีในการรักษาโรคหืด ก็เริ่มมีผู้ศึกษาผลของมันในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ด้วย แต่ผลที่ได้ยังไม่ชัดเจน คงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติม ขณะนี้ยังไม่นิยมใช้เพียงลำพังแต่อาจใช้ร่วมกับยาต้านฮิสตะมีนได้

ในด้านการรักษาด้วยวัคซีน ได้มีความพยายามที่จะผลิตวัคซีนที่ใช้ฉีด ที่มีความจำเพาะและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความเสี่ยงต่อการเกิด anaphylaxis น้อยลง แต่ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย และบางชนิดยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย

ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาผลของวัคซีนที่ไม่ต้องฉีด ได้แก่ วัคซีนชนิดหยดใต้ลิ้น (sublingual immunotharapy) และชนิดพ่นในจมูก (intranasal immunotherapy) สำหรับสารก่อภูมิแพ้บางชนิด และเริ่มเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่าใช้ได้ผลดีเช่นเดียวกับชนิดฉีด แต่การศึกษาทดลองในเรื่องของ gene therapy ยังอยู่ในสัตว์ทดลองเท่านั้น

เนื่องจาก ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีจำนวนมาก และมีความหลากหลายในการดูแลรักษา จึงได้มีคณะผู้เชี่ยวชาญร่วมกันสร้าง clinical practice guidelines ขึ้นมาหลายคณะ ทั้งในยุโรป และ อเมริกา รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งก็มีแนวทางในการตรวจรักษาคล้ายกัน คือยึดหลักการ stepwise approach ที่ขึ้นกับวิธีการตรวจรักษาที่มีในที่นั้นๆ ด้วย ล่าสุดคือแนวทางที่จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่แต่งตั้งโดยองค์การอนามัยโลก

กล่าวโดยสรุป คือ มีความก้าวหน้าในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เกิดขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะ ด้านการรักษาด้วยยา และ การรักษาด้วยวัคซีน ในอนาคตคงจะมีความก้าวหน้าถึงขั้นที่จะรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาดได้