รู้ไว้ไม่ให้ “แพ้”… โรค “ภูมิแพ้”
พฤษภาคม 2, 2008

[โดย: พญ. วรัตดา ปลายเนตร สถาบันกุมารเวช สุขุมวิท]
ก่อนอื่นหมอต้องขอบอกก่อนว่า การที่เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขนั้น เราจะต้องเอาชนะเจ้าโรคภัยไข้เจ็บที่เข้ามาหาเราทั้งแบบชั่วคราวหรือถาวรให้ได้ซะก่อน และการแพ้ชนะนี่เองทำให้หมอขอนำเอาการแข่งขันกีฬาเข้ามาเป็นตัวเปรียบเทียบ เนื่องจากถ้าเป็นนักกีฬา ต้องคุ้นเคยกับคำว่า “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ซึ่งสามารถหาทางออกเพื่อแก้เกมกันได้ แต่ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้นี่นะซิ จะเอาชนะกันยังไงดี!!! เพราะในปัจจุบันอากาศเต็มไปด้วยมลพิษมากมาย และจากการสำรวจในประเทศไทยปี 2541 พบว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นโรคหอบหืดกันถึง 12-18 % และเกิดมีภาวะจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ 38-44 % ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจในปี 2533 แล้ว พบว่าตัวเลขเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นถึง 3-4 เท่าตัว
โอลิมปิกเกิดขึ้นมาเพื่อรวมความสามัคคีของมนุษย์ชาติ โรคภูมิแพ้เกิดขึ้นจากอะไร??? ใครตอบได้ยกมือขึ้น จากการค้นคว้าและทำวิจัยกันมาหลายปี พบว่าเจ้าโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเองไม่มีการติดต่อเพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคแต่มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์คือถ้าพ่อหรือแม่เป็น ลูกก็มีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากขึ้น และโรคนี้จะทำให้มีอาการเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) หรือได้รับสิ่งกระตุ้นอื่น เช่นเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นในช่วงอากาศเย็นๆ เวลาอากาศชื้นๆหรือฝนตก ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยได้แก่ไรฝุ่นที่มักพบในที่นอนที่เป็นนุ่น กากมะพร้าว พรม ขนสัตว์ (Fur) เกสรดอกไม้ (Pollen) หญ้าบางชนิดเช่นหญ้าแพรก หญ้าแห้วหมู ฟางข้าว แมลงสาบ เชื้อรา อาหารบางชนิดก็พบว่าทำให้เกิดการแพ้ได้ อาหารทะเล ไข่ นม ถั่ว นอกจากนี้แล้วยังมีสารละคายเคืองที่พบเป็นประจำอย่างฝุ่นละอองตามบ้าน ควันบุหรี่ ควันไฟ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ได้เหมือนกัน
เจ้าโรคภูมิแพ้นี้ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีความสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน และยังก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้ได้อีกมากมาย อาทิเช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรน เป็นต้น โดยเราสามารถจัดกลุ่มโรคภูมิแพ้ตามตำแหน่งที่แสดงอาการได้ดังต่อไปนี้
กลุ่มแรก กลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก ไอ แน่นหน้าอก หายใจติดขัด แบ่งเป็น
1. โรคจมูกอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)
2. โรคหอบหืด (Asthma)
กลุ่มที่ 2 กลุ่มอาการทางผิวหนัง และเยื่อบุต่างๆ ซึ่งมักทำให้เกิดผื่นคัน บวม แดง เช่น
1. โรคผื่นแพ้พันธุกรรม (Atopic Dermatitis) ทำให้มีผื่นคัน แห้ง แดง ตามบริเวณข้อพับ แขนขา หัวเข่าและ ข้อศอก
2. โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) ทำให้มีอาการตาแดง คันตา น้ำตาไหล
3. โรคผื่นแพ้จากการสัมผัส (Contact Dermatitis) ทำให้เกิดเป็นผื่นแดง คัน เกิดจากการแพ้สารต่างๆที่มาสัมผัสเช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง เป็นต้น
4. โรคลมพิษ (Urticaria) ทำให้ผื่นนูนคัน คล้ายตุ่มยุงกัด
กลุ่มที่ 3 กลุ่มอาการการแพ้ที่รุนแรง ที่เรียกว่าภาวะ Anaphylaxis ซึ่งทำให้มีอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัด
ความดันโลหิตต่ำ และทำให้เสียชีวิตได้ พบในคนที่แพ้อาหาร (Food Allergy) แพ้ยา (Drug Allergy) หรือแมลงและสัตว์ต่างๆกัดต่อย
การเป็นนักกีฬาที่ดีนั้นต้องรู้จักปฏิบัติตาม กฎ กติกา มารยาท เช่นเดียวกันกับการรักษาที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งของโรคภูมิแพ้คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ซึ่งสามารถทราบได้ว่าแพ้อะไรบ้าง จากการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Test) ซึ่งจะสามารถช่วยในการวินิจฉัยและหาสาเหตุของการแพ้ได้ และสำหรับการรักษาก็มีหลายวิธีที่ใช้ได้ผลดีในปัจจุบัน เช่น การใช้ยารับประทานหรือยาพ่นรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการฉีดยารักษาภูมิแพ้ (Allergy Shot/Immunotherapy)
และเพื่อให้ท่านสามารถที่จะดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข หากท่านมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้โดยตรง เพื่อขอรับคำแนะนำและคำปรึกษาถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
1. แน่นจมูกหรือมีน้ำมูกมากจนทำให้หายใจไม่สะดวก
2. เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง
3. รับประทานยาลดน้ำมูกแล้ว แต่ไม่ช่วยให้อาการแพ้ดีขึ้น
4. โรคภูมิแพ้/หอบหืดที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันหรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ
5. โรคหอบหืดที่มีอาการหายใจติดขัดหรือแน่นหน้าอกบ่อยๆ ไอหรือหายใจดังวิ๊ดๆบ่อยๆโดยเฉพาะเวลานอนหรือออกกำลังกาย
6. ได้รับการรักษาด้วยยาที่รักษาโรคหอบหืดแล้วแต่ยังมีอาการไอและแน่นหน้าอกบ่อยๆ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านคงเห็นด้วยกับหมอแล้วนะคะว่าโรคภูมิแพ้นั้นไม่ธรรมดาเลย การทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง ตลอดจนการใช้ยาอย่างเหมาะสม จะสามารถทำให้โรคภูมิแพ้ทุเลาลงหรืออาจหายได้ เพราะ…รู้ไว้ไม่ให้ “แพ้”…โรค “ภูมิแพ้”

กรกฎาคม 9, 2009 at 5:40 am
มายกมือว่าเป็นภูมิแพ้ค่ะคุณหมอ เป็นแบบ Atopic Dermatitis
ตอนเด็กๆประมาณประถมนี่จะขึ้นที่ข้อพับขาหนีบ
พอโตมาหน่อยตอนมัธยม ขึ้นมันอยู่นี่แหละที่ท้ายถอย
พออยู่มหาลัยย้ายมาขึ้นที่หน้า…
กลุ้มใจกับมันจนกลายเป็นความเบื่อหน่ายและปลงไปในที่สุดอ่ะค่ะ ปัจจุบันก็พยายามหลีกเลี่ยง แต่ก็เหมือนได้แต่ตั้งรับ…ฮ่าๆๆ สงสัยในชีวิตนี้คงไม่มีทางที่จะชนะเจ้าภูมิแพ้ได้แน่นอนน
ปล. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ